|
ปี่ใน เป็นเครื่องเป่าที่มีลิ้น
ผสมอยู่ในวงปี่พาทย์มา
แต่โบราณ ที่เรียกว่า "
ปี่ใน " ก็เพราะว่า ปี่ชนิดนี้ เทียบเสียงตรงกับระดับเสียงที่เรียกว่า "
เสียงใน " ซึ่งเป็นระดับเสียงที่วงปี่พาทย์ไม้แข็ง บรรเลงเป็นพื้นฐาน
- ตัวเลา ทำด้วยไม้ชิงชัน หรือไม้พยุง
กลึงให้ป่องกลาง และบานปลายทั้งสองข้าง
ภายในเจาะเป็นรูกลวงตลอดหัวท้าย มีรูสำหรับเปิดปิดนิ้ว 6 รู โดยให้ 4 รูบนเรียงลำดับเท่ากัน เว้นห่างพอควรจึงเจาะอีก 2
รู ระหว่างช่องตอนกลางของแต่ละรู
จะกรีดเป็นเส้น ประมาณ 3 เส้นเพื่อให้สวยงาม ตอนหัวและตอนท้าย ของเลาปี่จะมีวัสดุกลมแบน ทำด้วยยาง
หรือไม้มาเสริม โดยเฉพาะตอนบนสำหรับสอดใส่ลิ้นปี่เรียกว่า " ทวนบน " ส่วนตอนล่างจะใช้ตะกั่วมาต่อ สำหรับลดเลื่อนเสียงเรียกว่า "
ทวนล่าง " ตัวเลาปี่นอกจากจะทำด้วยไม้
แล้วยังพบปี่ซึ่งทำด้วยหิน เป็นของเก่าแต่โบราณ ลิ้นปี่ประกอบด้วย
- กำพวด ทำด้วยโลหะ ลักษณะกลมเล็ก เรียว ภายในโปร่ง ข้างหนึ่งเล็ก ข้างหนึ่งใหญ่
- ใบตาล
ใช้ใบตาลแก่และแกร่ง
ตัดซ้อนเป็น 4 ชั้น หรือ 4 กรีบ ผูกรัดด้วยเชือกในลักษณะเงื่อน"
ตะกรุดเบ็ด " ให้ติดกับกำพวดทางด้านเล็ก
ส่วน
ทางด้านใหญ่จะถักหรือเคียนด้วยเส้นเล็กๆ มีขนาดพอดีกับรูปี่ด้านบน (รูเป่า) เพื่อสอดใส่ลิ้นปี่ให้แน่น
หลักการเป่าปี่ ผู้เป่านั่งในท่าพับเพียบ
หรือขัดสมาธิ ลำตัวตรง
จับปี่ให้รูบังคับเสียงอยู่ด้านบน
โดยประเพณีนิยมใช้มือ อยู่ด้านบน
มือซ้ายอยู่ด้านล่าง และให้นิ้วหัวแม่มือค้ำอยู่
ด้านใต้เลาปี่เพื่อให้ปี่อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ใช้นิ้วชี้ นิ้วกลาง
และนิ้วนางของทั้งสองมือเปิดปิดรูบังคับ เสียงให้มีเสียงสูงต่ำตามที่ต้องการ
ส่วนนิ้วก้อยทั้งสอง จะใช้ประคองปี่
แขนทั้งสองข้างยกขึ้นและกางออกพองาม
ให้ข้อศอกอยู่ต่ำกว่าระดับหัวไหล่
ผู้เป่าต้องอมลิ้นปี่จนริมฝีปากชิดทวนบน ตะแคงลิ้นปี่ 45 องศา การใช้ลมเป่าปี่ ๒ ลักษณะคือ
การใช้ลมตรงจากปอด (ทรวงอก) และการใช้ลมที่ถูกบังคับจากภายในกระพุ้งแก้ม ทั้งนี้ใช้สลับกันในลักษณะที่เรียกว่า "ระบายลม " คือการสูบลมจากจมูกไปเก็บไว้ที่กระพุ้ง แก้ม แล้วบีบลมจากกระพุ้งแก้มไปยังลิ้น ในขณะเดียวกัน
ก็สูบลมเข้ามายังกระพุ้งแก้ม
ซึ่งทำต่อเนื่องกัน
วิธีเป่าปี่ จากหลักการเป่าปี่ดังกล่าว
ก่อให้เกิดวิธีเป่าและเสียงปี่ที่เป็นพื้นฐานดังนี้ 1.
เสียงตือ คือเสียงเร 2. เสียงฮอ คือเสียงเร
(เสียงเดียวกับ เสียงที่ 1 แต่นิ้วต่างกัน 3.
เสียงแฮ คือเสียงมี 4.
เสียงฮือฮอๆ คือเสียงซอล-มี 5.
เสียงตอ คือเสียงลา 6.
เสียงแต คือเสียงที 7.
เสียงอือ คือเสียงเรบน (แหบ) 8.
เสียงอื๊อ
คือเสียงมีบน (แหบ) 9.
เสียงอือ คือเสียงเรบน (แหบ)เหมือนกับ เลข ๗ 10.
เสียงตอ คือเสียงลา (เหมือนกับหมายเลข ๕ 11.
เสียงตือ คือเสียงซอล (แต่เป็นเสียงบน ที่ใช้บังคับนิ้วเช่นเดียวกับตือ-เร
แต่ใช้ลมดันต่างกัน 12.
เสียงแต่ คือเสียงฟา 13.
เสียงตือ คือเสียงซอล (เหมือนหมายเลข ๑๑) 14.
เสียงตอล็อค คือเสียงลา- (แต่ต่างกันเนื่องจากการบังคับลิ้นปี่) 15.
เสียงต๋อย คือเสียงลา-เร
ในวงปี่พาทย์ ปี่มีหน้าที่เป่าโดยดำเนินทำนองถี่ๆบ้าง โหยหวนเป็นเสียงยาวบ้าง มีวิธีดำเนินทำนองที่ผูกพันเป็นกลอน อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของปี่ ดังที่เรียกว่า " ทางปี่ " ซึ่งประกอบไปด้วยวิธีการเป่าดังต่อไปนี้ --
เป่าเก็บ
เป็นการเป่าดำเนินทำนองด้วยพยางค์ถี่ๆร่วมไปกับทำนองเพลง ด้วยวิธีระบายลม --
เป่าโหย
เป็นการเป่าทำนองบางตอนให้มีเสียงยาวๆ
โดยลากผ่านเสียงหนึ่งไปยังอีกเสียงหนึ่ง -- เป่าตอด
เป็นการบังคับเสียงให้เกิดความชัดเจน
ด้วยการใช้ลิ้นตอดบริเวณปลายลิ้นปี่ --
เป่าควงเสียง
เป็นการบังคับเสียงที่ตามออกมา
ในระดับเสียงเดียวกัน --
เป่าพรม
เป็นการเป่าให้มีพยางค์ถี่ๆ
ในเสียง เดียวกัน ด้วยการเปิดปิดนิ้วเร็วๆ ซึ่งสามารถทำได้ 2 อย่าง คือ พรมนิ้วเดียว (เกิดเสียงคู่ 2) และพรม ๒ นิ้ว (เกิดเสียงคู่สาม) จะเกิดเสียงถี่ รัวจนริก --
เป่าปริบ เป็นการบังคับลม และนิ้วให้เกิดเสียงสั่น
ในลักษณะสั้น --
เป่าครั่น
เป็นการทำให้เสียงปี่สะดุด สะเทือน เช่นเดียวกับการขับร้อง
นอกจากนั้นปี่ในยังสามารถเป่าล้อเลียนเสียงร้องได้อย่างชัดเจน เช่น
เป่าในเพลงฉุยฉาย และสามารถเป่าเดี่ยวประกอบการแสดงได้อย่างสนิทสนม ในชุด " จับนาง "
ด้วยเพลงเชิดนอก
ในบันดาเครื่องเป่าด้วยกัน ปี่ในเป็นเครื่องเป่าที่มีความพิศดาร
มีความเป็นพิเศษ ทั้งตัวปี่ และตัวผู้เป่า กล่าวคือ
1.
มีรูเป่า 6 รู แต่สามารถเป่าได้ถึง 17 - 21 เสียง
2. มีรูเป่า 6 รู
ที่เรียงระยะไม่เท่ากัน
แต่สามารถเป่าเสียงได้เรียงกันมากกว่า 6 เสียงขึ้นไป
3.
มีวิธีเป่าติดต่อกันยาวนานโดยไม่หยุดหายใจ ด้วยวิธีระบายลม ซึ่งไม่เหมือนกับเครื่องใดใดในโลก

|